วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2550


ภาษาอาหม เป็นหนึ่งในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่ม ไท-กะได, คำ-ไท, บี-ไท, ไท-เสก. อยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งภาษาอาหมนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจก็คือ อาหมมีอักษร และถ้อยคำของตนใช้สื่อสารทั้งพูดและเขียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาอัสสัม ซึ่งอยู่ในภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำที่บันทึกจารึกไว้ในคัมภีร์ในบทสวดในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ก็พบว่าชาวไทอาหมยังใช้ภาษาไทได้อย่างสมบูรณ์

โคลงกลอนอาหม
ภาษาอาหม กับภาษาในศิลาจารึกสุโขทัยของไทย ต่างก็เป็นภาษาไทยุคเก่า ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากกว่าภาษาถิ่นไทยในปัจจุบัน และในภาษาอาหมไม่มีการใช้คำราชาศัพท์ คำที่ใช้พูดกับคนธรรมดาก็ใช้พูดกับกษัตริย์ หรือเจ้าได้

ลักษณะของภาษาอาหม
แม้ว่าภาษาอาหมจะมีการฟื้นฟูอย่างน้อย 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 ในสมัยพระเจ้าจักรธวัช สิงห์ในช่วงปี ค.ศ. 1663 -1663 ช่วงที่ 2 ในยุคหลังจากอังกฤษเข้าปกครองในรัฐอัสสัมราวปี ค.ศ. 1826 และช่วงที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการฟื้นฟูภาษาไท และตั้ง สมาคมวรรณกรรมไทตะวันออก (Eastern Tai Literary Association) ที่เมืองกูวาฮาติ โดยสมคมมุ่งมั่นปฏิบัติให้พัฒนาการเรียน เขียนอ่านภาษาอาหม พร้อมกันนี้ให้สนับสนุนให้ค้นคว้าศึกษาเอกสารโบราณของชาวอาหมอย่างจริงจัง

ภาษาอาหม ภาษาอาหมในปัจจุบัน

โปเกา = พ่อตา
ไป,ไปกะ = คำบอกลาไป
ไปคัน = ไปอย่างรวดเร็ว
ไป่ = ไผ่
เปล่า = ว่าง
เป่า = เป่าลม
มุง = เมือง
เจ้ = เมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ (ตรงกับคำว่า แจ้ ในคำเมือง เช่น แจ้ห่ม)
มู = ฤดู, อากาศ,เวลา
มูหนาว = ฤดูหนาว
มูเหนียว = เวลานี้, เดี๋ยวนี้
มะพุก = พรุ่งนี้
ไหม้ = เผา
ถ้า = คอย
ปินไหง่ = ฝุ่นละออง (ตรงกับคำว่า ไหง่ ในภาษาอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีใช้แถบชนบท)
จี = จดจำ (ตรงกับคำว่า จือจำ ในภาษาอีสาน)
ถัก = เย็น, ถัก
เล็ง = วิ่ง
ญม = ยิ้ม
กำ = ข้อห้าม
อาย = เข้าอาย
อ้าย = พี่ชาย
อ้า = เปิดออก, เปิดเผยออก
อา = น้องของพ่อ
ที่ไฟ = ไฟ
บินหวัด = เป็นหวัด
บอร์ = ใหญ่, กว้าง
คนม้า = คนเลว คนชั่ว
ริก = เรียก
ด้ำ = ผีบ้านผีเรือน (เช่น ผีซ้ำ ด้ำพลอย)
มอยด้ำ = เนินดินฝังพระอัฐิกษัตริย์อาหม
หมอรู้หมอแสง = ปุโรหิต
หมอลิกหมอลาย = อาลักษณ์ คำนับจำนวน เวลา
ภาษาอาหม
เปอ่องเลเล = มีความหมายว่าจงเจริญ (ซึ่งมาจากภาษาพม่าซ้อนคำไทอาหมเดิม เนื่องจาก เป แปลว่า ชนะ รวมกับคำว่า อ่อง ซึ่งเป็นภาษาพม่าที่แปลว่า ชนะ เช่นเดียวกัน ส่วนคำว่า เล เป็นคำลงท้ายแบบเดียวกับหางเสียง ครับ, ค่ะ)
คุปต่าง = กราบไหว้(ในบทบูชาบรรพชน)
คุปต่าง ชมโหลง = ขอบคุณ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550


สะพานทีปังกรรัศมีโชติ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับวงแหวนอุตสาหกรรม ลักษณะเป็นสะพานขึง ขนาด 7 ช่องการจราจร ทางด้านใต้เชื่อมระหว่าง ตำบลทรงคนอง กับตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 แต่ก่อนหน้านั้นได้เปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549
ช่วงด้านใต้ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านใต้ เชื่อมระหว่างตำบลทรงคะนองกับตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสะพานขึงเคเบิลคู่ขนาดกว้าง 7 ช่องจราจร ที่ประกอบด้วยเสาสูง จำนวน 2 ต้น ความยาวสะพาน ช่วงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 398 เมตร เป็นโครงสร้างประกอบระหว่างคอนกรีตและเหล็ก และความยาวตัวสะพานในช่วงด้านหลัง 152 เมตร เป็นโครงสร้างแบบคอนกรีตอัดแรง ความสูงจากระดับน้ำสูงสุดที่กึ่งกลางสะพานประมาณ 50 เมตร เพื่อให้เรือบรรทุกหรือขนส่งสินค้าจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถลอดได้เพื่อเข้าสู่ท่าเรือคลองเตย
ช่วงด้านเหนือ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านเหนือ เชื่อมระหว่างตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ กับแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็นสะพานขึงเคเบิลคู่ขนาดกว้าง 7 ช่องจราจร ที่ประกอบด้วยเสาสูง จำนวน 2 ต้น ความยาวสะพานช่วงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 326 เมตร เป็นโครงสร้างประกอบระหว่างคอนกรีต และเหล็ก และความยาวตัวสะพานในช่วงด้านหลัง 128 เมตร เป็นโครงสร้างแบบคอนกรีตอัดแรง คสามสูงจากระดับน้ำสูงสุดที่กึ่งกลางสะพานประมาณ 50 เมตร เพื่อให้เรือบรรทุกหรือขนส่งสินค้าสามารถแล่นลอดได้
สะพานทีปังกรรัศมีโชติมองผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา
สะพานทีปังกรรัศมีโชติมองจากด้านล่างของสะพาน
สะพานทีปังกรรัศมีโชติมองจากถนนขนานใต้สะพาน
สะพานทีปังกรรัศมีโชติ

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2550

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พิ
วิกิพีเดียยังไม่มีบทความที่ตรงกับชื่อนี้
เริ่มบทความ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พิ
ค้นหา สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พิ ในบทความอื่น ๆ
ดูบทความที่กล่าวถึง สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พิ
ถ้าคุณสร้างหน้านี้แล้วเมื่อไม่นานมานี้แต่มันยังไม่ปรากฏขึ้น เป็นไปได้ที่จะมีการล่าช้าในปรับปรุงฐานข้อมูล ลองล้างข้อมูลเก่าในเครื่อง หรือกรุณารอสักครู่และตรวจดูอีกครั้งก่อนที่ท่านจะลองสร้างหน้าใหม่
ถ้าคุณสร้างบทความชื่อเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ มันอาจจะถูกลบไปแล้ว ดู ปูมการลบ และทำไมหน้าถึงโดนลบ
ถ้าต้องการถามคำถามเกี่ยวกับ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พิ ให้ลองถามที่ ปุจฉา-วิสัชนา

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550

IPA (แก้ความกำกวม)
IPA สามารถหมายถึง


สัทอักษรสากล (International Phonetic Alphabet)
อินเดีย เพลเอล (India Pale Ale) เบียร์ชนิดหนึ่งของอินเดีย
สมาคมตำรวจนานาชาติ (International Police Association)

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550


พระบาทสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ หรือ พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๒๐ ของกรุงศรีอยุธยา และพระองค์ที่ ๔ ของราชวงศ์สุโขทัย เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่เจ้าฟ้าสุทัศน์พระโอรสองค์ใหญ่ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชได้เสวยยาพิษสิ้นพระชนม์ และสมเด็จพระเอกาทศรถก็ตรอมพระทัยสวรรคตตามไปอีกพระองค์หนึ่ง เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์จึงได้รับทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๓ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๔ โดยส่วนพระองค์แล้วพระองค์มีพระเนตรเสียข้างหนึ่ง และทรงมีพระบุคลิกค่อนข้างอ่อนแอและที่สำคัญที่สุดคือพระองค์ไม่สนพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองเลย
ในรัชสมัยของพระองค์ ได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในแผ่นดิน โดยเรือของญี่ปุ่นที่เข้ามาค้าขาย ได้ปล้นราษฎร ได้บุกเข้าไปในพระนคร และเข้าไปในพระราชวังหลวง จับสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์และบังคับให้ทรงปฏิญาณสัญญาว่ามิให้ผู้ใดทำร้ายพวกญี่ปุ่น แล้วได้ลงเรือแล่นหนีออกทะเล โดยนำตัวสมเด็จพระสังฆราชไปเป็นตัวประกันจนถึงปากน้ำ
สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ เนื่องจากทรงไม่สนพระทัยราชการบ้านเมืองพระศรีเสาวภาคย์ทรงครองราชย์อยู่ได้ปีสองเดือนก็โดนขุนนางปลดจากราชสมบัติและนำไปสำเร็จโทษจึงเสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๔ พระบรมศพถูกนำไปฝังที่วัดโคกพระยา

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2550

อำเภอกันทรารมย์
อำเภอกันทรารมย์ [กัน-ทะ-รา-รม] เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 27 กิโลเมตร ประกอบด้วย 16 ตำบล 170 หมู่บ้าน ประกอบด้วย

ที่ตั้ง

ด้านใต้ อ.น้ำเกลี้ยง อ.โนนคูณ
ด้านตะวันตก อ.เมืองศรีสะเกษ อ.ยางชุมน้อย
ด้านเหนือ อ.เขื่องใน อ.เมืองอุบลราชธานี (จังหวัดอุบลราชธานี)
ด้านตะวันออก อ.วารินชำราบ อ.สำโรง (จังหวัดอุบลราชธานี)

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550


ฮาร์ดดิสก์ หรือ จานบันทึกแบบแข็ง (hard disk) คืออุปกรณ์บรรจุข้อมูลแบบไม่ลบเลือน มีลักษณะเป็นจานโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วเมื่อทำงาน การติดตั้งเข้ากับตัวคอมพิวเตอร์สามารถทำได้ผ่านการต่อเข้ากับมาเธอร์บอร์ด (motherboard) ที่มีอินเตอร์เฟซแบบขนาน (PATA) , แบบอนุกรม (SATA) และแบบเล็ก (SCSI) ทั้งยังสามารถต่อเข้าเครื่องจากภายนอกได้ผ่านทางสายยูเอสบี, สายไฟร์ไวร์ของบริษัท Apple ที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า รวมไปถึงอินเตอร์เฟซอนุกรมแบบต่อนอก (eSATA) ซึ่งทำให้การใช้ฮาร์ดดิสก์ทำได้สะดวกยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีคอมพิวเตอร์ถาวรเป็นของตนเอง ฮาร์ดดิสก์นั้นไม่ควรนำไปสับสนว่าเป็นสิ่งเดียวกับไดรฟว์ซึ่งถือเป็นยูนิตทั้งยูนิตในคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยจานบันทึกหลายอันด้วยกัน, หัวอ่านและบันทึกข้อมูล, วงจรอิเล็กทรอนิกส์ของไดรฟว์ และตัวมอเตอร์ ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์ (หรือจานบันทึกนั่นเอง) นั้นเป็นแค่ตัวเก็บข้อมูลเท่านั้น ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา ฮาร์ดดิสก์สามารถพบได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ไม่เฉพาะภายในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อีกด้วย เช่น เครื่องเล่นเอ็มพีสาม, เครื่องบันทึกภาพดิจิทัล, กล้องถ่ายรูป, คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (หรือ PDA) หรือแม้กระทั่งในโทรศัพท์มือถือบางรุ่นตั้งแต่ พ.ศ. 2548 (2005) เป็นต้นมา (ซัมซุงและโนเกียเป็นสองบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายแรกที่จำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่มีฮาร์ดดิสก์) ความจุของฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไปในปัจจุบันนั้นมีตั้งแต่ 20 ถึง 250 จิกะไบต์ ยิ่งมีความจุมาก ก็จะยิ่งทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยความต้องการของตลาดในปัจจุบันที่ต้องการแหล่งเก็บข้อมูลที่มีความจุในปริมาณมาก มีความน่าเชื่อถือในด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และไม่จำเป็นต้องต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ใหญ่กว่าอันใดอันหนึ่งได้นำไปสู่ฮาร์ดดิสก์รูปแบบใหม่ต่างๆ เช่นกลุ่มจานบันทึกข้อมูลอิสระประกอบจำนวนมาก หรือระบบ RAID รวมไปถึงฮาร์ดดิสก์ที่มีลักษณะเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย เพื่อที่ผู้ใช้จะได้สามารถเข้าถึงข้อมูลในปริมาณมากได้ เช่นฮาร์ดแวร์ NAS (network attached storage หรืออุปกรณ์บรรจุข้อมูลเชื่อมต่อเครือข่าย) และระบบ SAN (storage area network หรือเครือข่ายบรรจุข้อมูลเป็นพื้นที่) เป็นต้น
ฮาร์ดดิสก์นั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2499 (1956) โดยนักประดิษฐ์ยุคบุกเบิกแห่งบริษัทไอบีเอ็ม เรย์โนล์ด จอห์นสัน ซึ่งในขณะนั้น ฮาร์ดดิสก์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 20 นิ้ว มีความจุเพียงระดับเมกะไบต์เท่านั้น (เทียบกับระดับจิกะไบต์ในปัจจุบัน ซึ่ง 1,000MB = 1GB). ตอนแรกใช้ชื่อว่า ฟิกส์ดิสก์ (fixed disk หรือจานบันทึกที่ติดอยู่กับที่) หรือ วินเชสเตอร์ (Winchesters) ซึ่งเป็นชื่อที่ IBM เรียกผลิตภัณฑ์ของพวกเขา, ต่อมาภายหลังจึงเรียกว่า ฮาร์ดดิสก์ (จานบันทึกแบบแข็ง) เพื่อจำแนกประเภทออกจาก ฟลอปปี้ดิสก์ (จานบันทึกแบบอ่อน)

ฮาร์ดดิสก์ การเก็บข้อมูล